JBL เปิดตัวหูฟังตระกูล Endurance รุ่นใหม่ที่ CES 2026 เน้นการออกกำลังกายและความทนทาน

JBL ได้เปิดตัวหูฟังซีรีส์ Endurance รุ่นใหม่พร้อมกันถึง 4 รุ่น ภายในงาน CES 2026 โดยมุ่งเน้นการใช้งานด้านกีฬา การวิ่ง และการออกกำลังกายในฟิตเนส ครอบคลุมตั้งแต่หูฟังแบบเปิดหู (open-ear) รุ่นแรกของแบรนด์ ไปจนถึงรุ่นอินเอียร์แบบไร้สาย เนคแบนด์ และแบบมีสาย เพื่อตอบโจทย์รูปแบบการใช้งานที่หลากหลาย

หูฟัง Endurance Zone และ Peak 4 เพิ่มเทคโนโลยีใหม่สำหรับการฝึกซ้อมที่จริงจัง

Endurance Zone เป็นหูฟังแบบ open-ear รุ่นแรกของ JBL ในกลุ่ม Endurance โดยใช้ JBL OpenSound Technology เพื่อให้ได้ย่านเสียงเบสพร้อมลดการรั่วของเสียง ดีไซน์แบบเปิดช่วยให้ผู้ใช้ยังรับรู้เสียงรอบข้างขณะออกกำลังกาย ตัวหูฟังมาพร้อมตะขอเกี่ยวหูซิลิโคนเหลวและแกนลวดจำรูป (memory wire) เพื่อความกระชับขณะเคลื่อนไหว ได้รับมาตรฐานกันน้ำและฝุ่น IP68

แบตเตอรี่รวมใช้งานได้นาน 32 ชั่วโมง แบ่งเป็น 8 ชั่วโมงจากตัวหูฟัง และอีก 24 ชั่วโมงจากเคสชาร์จ รองรับ Speed Charge ชาร์จ 10 นาที ใช้งานได้ 3 ชั่วโมง เชื่อมต่อผ่าน Bluetooth 5.3 รองรับ multipoint connection และ Google Fast Pair พร้อมไมโครโฟนรวม 4 ตัวสำหรับการสนทนา

ด้าน Endurance Peak 4 เป็นการอัปเดตครั้งสำคัญของซีรีส์ Peak โดยเพิ่ม Adaptive Noise Cancelling เป็นครั้งแรก พร้อม Smart Ambient Technology สำหรับสลับโหมดตัดเสียงรบกวนและรับฟังเสียงรอบข้าง ใช้ไดรเวอร์ไดนามิกขนาด 10 มม. รองรับ JBL Pure Bass Sound และ Spatial Audio ตัวตะขอเกี่ยวหูใช้เทคโนโลยี TwistLock เพื่อความมั่นคง ได้รับมาตรฐาน IP68 เช่นเดียวกัน

Peak 4 มีไมโครโฟน 6 ตัว พร้อมระบบลดเสียงลม แบตเตอรี่รวมใช้งานได้ 48 ชั่วโมง และ Speed Charge ชาร์จ 10 นาที ใช้งานได้ 4 ชั่วโมง รองรับ Bluetooth 5.4, multipoint connection และ Google Fast Pair

Endurance Pace และ Run 3 ทางเลือกเนคแบนด์และแบบมีสายสำหรับผู้ใช้เฉพาะกลุ่ม

Endurance Pace มาในดีไซน์เนคแบนด์ ใช้โครงไทเทเนียมแบบ memory wire เชื่อมต่อกับหูฟัง open-ear ออกแบบมาเพื่อความสบายในการออกกำลังกายระยะยาว ใช้ JBL OpenSound Technology เพื่อให้เสียงมีทิศทางและลดการรั่วของเสียง ได้รับมาตรฐาน IP68

แบตเตอรี่ใช้งานฟังเพลงได้นาน 10 ชั่วโมง และสนทนา 8 ชั่วโมง รองรับ Speed Charge ชาร์จ 10 นาที ใช้งานได้ 4 ชั่วโมง เชื่อมต่อด้วย Bluetooth 5.4 พร้อม multipoint connection และ Google Fast Pair มีไมโครโฟน 2 ตัวแบบ beamforming

ส่วน Endurance Run 3 เป็นรุ่นแบบมีสาย แบ่งเป็นเวอร์ชัน USB-C และ 3.5 มม. ใช้ไดรเวอร์ไดนามิกขนาด 8 มม. พร้อม JBL Pure Bass Sound โดยรุ่น USB-C รองรับ Hi-Res Audio ทั้งสองรุ่นใช้ดีไซน์ FlipHook ที่ปรับการสวมใส่ได้ มีแม่เหล็กที่ตัวหูฟัง และผ่านมาตรฐานกันน้ำ IP65 พร้อม TwistLock enhancers เพื่อความกระชับ

ราคา การวางจำหน่าย และมุมมองต่อซีรีส์ Endurance รุ่นใหม่

Endurance Zone วางจำหน่ายในราคา 179.95 ดอลลาร์สหรัฐ, Endurance Peak 4 ราคา 129.95 ดอลลาร์สหรัฐ, Endurance Pace ราคา 89.95 ดอลลาร์สหรัฐ และ Endurance Run 3 ราคา 34.95 ดอลลาร์สหรัฐ สำหรับรุ่น USB-C และ 24.95 ดอลลาร์สหรัฐ สำหรับรุ่น 3.5 มม. รุ่น Zone, Peak 4 และ Pace จะเริ่มวางจำหน่ายบน JBL.com ในเดือนมกราคม 2026 ส่วน Run 3 จะตามมาในเดือนกุมภาพันธ์ 2026

ในภาพรวม การเปิดตัวครั้งนี้สะท้อนทิศทางของ JBL ที่ขยายตัวเลือกหูฟังสำหรับการออกกำลังกายอย่างจริงจัง ทั้งด้านดีไซน์ ความทนทาน และฟีเจอร์การเชื่อมต่อ อย่างไรก็ตาม ณ เวลานี้ ยังไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับกำหนดการวางจำหน่ายหรือราคาสำหรับตลาดประเทศไทย

อ้างอิงจาก: GIZMOCHINA