Amazfit ประกาศเปิดตัวสมาร์ตวอทช์รุ่นใหม่ในซีรีส์ Active อย่างเป็นทางการกับ Amazfit Active Max โดยชูจุดเด่นด้านหน้าจอ AMOLED ขนาดใหญ่ ฟีเจอร์ออกกำลังกายครบ และอายุการใช้งานแบตเตอรี่ที่ยาวนาน เหมาะสำหรับผู้ใช้ที่ต้องการสมาร์ตวอทช์เน้นการใช้งานจริงในชีวิตประจำวันและกิจกรรมกลางแจ้ง
หน้าจอ AMOLED 1.5 นิ้ว น้ำหนักเบา พร้อมความสว่างสูงสุด 3,000 นิต
Amazfit Active Max มาพร้อมหน้าจอ AMOLED ขนาด 1.5 นิ้ว รองรับการปรับความสว่างอัตโนมัติ โดย Amazfit ระบุว่าความสว่างสูงสุดทำได้ถึง 3,000 นิต ช่วยให้มองเห็นข้อมูลได้ชัดเจนแม้อยู่กลางแจ้ง ตัวเรือนมีน้ำหนัก 39.5 กรัม (ไม่รวมสาย) จัดว่าเบาเมื่อเทียบกับสมาร์ตวอทช์ที่มีหน้าจอขนาดใกล้เคียงกัน

โหมดกีฬา 160+ แบบ วัดชีพจรต่อเนื่อง และระบบแผนที่ออฟไลน์
ตัวเรือนรองรับการติดตามกิจกรรมมากกว่า 160 โหมดกีฬา ครอบคลุมทั้งการวิ่ง เวทเทรนนิ่ง และกิจกรรมกลางแจ้ง โดยบางโหมดรองรับการตรวจจับอัตโนมัติ การหยุดชั่วคราวอัตโนมัติ และการสร้างเส้นทางพื้นฐานสำหรับการเดินและวิ่ง
ระบบวัดอัตราการเต้นของหัวใจทำงานแบบต่อเนื่อง พร้อมตรวจจับอัตราการเต้นหัวใจสูงสุดและโซนหัวใจโดยอัตโนมัติ หากชีพจรเกินค่าที่ตั้งไว้ ตัวนาฬิกาจะส่งการแจ้งเตือนทันที หลังออกกำลังกาย ผู้ใช้สามารถดูสรุปข้อมูลได้ทั้งบนตัวเรือนและในแอป Zepp ซึ่งครอบคลุมภาระการฝึก (Training Load), สถานะการฟื้นตัว, คุณภาพการนอน, Heart Rate Variability และค่า BioCharge ของ Amazfit
ด้านการนำทาง รองรับ GPS Navigation และแผนที่ออฟไลน์ ทั้งแผนที่ภูมิประเทศ แผนที่สกี และแผนที่เส้นชั้นความสูง เหมาะสำหรับสายกิจกรรมกลางแจ้งโดยเฉพาะ
แบตเตอรี่สูงสุด 25 วัน พร้อมพื้นที่เก็บเพลงในตัว
Amazfit ระบุว่า Active Max ใช้งานได้นานสูงสุด 25 วันในโหมดใช้งานทั่วไป หากใช้งานหนักจะอยู่ได้ราว เกือบ 2 สัปดาห์ และหากเปิด GPS ต่อเนื่องจะใช้งานได้นานสูงสุด 64 ชั่วโมง
ตัวนาฬิกามีไมโครโฟนและลำโพงในตัว รองรับการเชื่อมต่อหูฟัง Bluetooth รวมถึงอุปกรณ์เสริมของ Amazfit และมีพื้นที่เก็บข้อมูลภายใน 4 GB สำหรับฟังเพลงหรือพอดแคสต์แบบออฟไลน์ผ่าน mini-apps ที่ดาวน์โหลดจากแอป Zepp นอกจากนี้ยังสามารถแชร์ข้อมูลกิจกรรมไปยังบริการอย่าง Strava, adidas Running, Google Fit, Komoot และ Relive ได้

วางขายยุโรปแล้ว ไทยยังไม่มีกำหนด
Amazfit Active Max วางจำหน่ายในยุโรปอย่างเป็นทางการแล้วตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2025 ในราคา 169.90 ยูโร สำหรับรุ่นที่จำหน่ายในยุโรปจะรองรับการชำระเงินแบบไร้สัมผัสผ่าน Zepp Pay ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับธนาคารและบัตรที่รองรับ
สำหรับตลาดไทย ณ ตอนนี้ยังไม่มีการประกาศวันวางจำหน่ายหรือราคาอย่างเป็นทางการ แต่จากสเปกและตำแหน่งของผลิตภัณฑ์ ถือเป็นสมาร์ตวอทช์ที่เน้นความคุ้มค่า ฟีเจอร์ครบ และแบตเตอรี่อึด เหมาะกับกลุ่มผู้ใช้ที่ให้ความสำคัญกับการออกกำลังกายและการใช้งานระยะยาวมากกว่าฟีเจอร์แฟชั่น
อ้างอิงจาก:Notebookcheck



